Gondola & บ้านนักเดินทาง

posted on 05 Nov 2014 21:17 by disciple21 directory Travel, Diary

 

 

 

 

26 

Gondola

&

บ้านของนักเดินทาง 

สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวข้อถกเถียงกันอย่างมากระหว่างสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในการมาเยือนเวนิสก็คือ

จะนั่งหรือไม่นั่งเรือกอนโดลา (Gondola)

ด้วยราคา 80 ยูโร หรือประมาณ 3600 บาท

สำหรับการนั่งบนเรือลัดเลาะไปตามตามคลองเล็กคลองน้อยของเวนิสในเวลาไม่เกิน 40 นาที

ทำให้หลายคนโดยเฉพาะฝ่ายชายคิดหนักหน่อย

ส่วนฝ่ายสาวเจ้า

ก็ย่อมอยากจะนั่งเรือสีดำกับกอนโดเลียร์ (Gondolier) หนุ่ม(หรือแก่)

ชาวอิตาเลียนในเครื่องแบบเป็นเสื้อลายขวาง กางเกงดำ พร้อมอาวุธคู่กาย(ไม้พาย)

เพื่อลงรูปไปอวดบรรดาเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใน social media เป็นธรรมดา

แต่ความฝันที่จะได้นั่งล่องเรือกอนโดลาอันแสนโรแมนติก

โดยมีกอนโดเลียร์  พายเรือแล้วขับร้องเพลงโอเปร่าเหมือนในหนัง

คงเป็นได้แค่ความฝันต่อไป

ไม่ใช่เพราะฝ่ายชายไม่ยอมควักกระเป๋า

แต่เพราะกอนโดเลียร์สมัยนี้

นอกจากไม่ร้องเพลงแล้ว

(เท่าที่เราได้สัมผัสด้วยตนเองด้วยประสาทหูและตาของตนเองตลอดทริป)

เขาแทบไม่พูดกับเราด้วยซ้ำ

เพราะภาษาอังกฤษของกอนโดเลียร์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

ถ้าเขาจะส่งเสียงออกมา

 

จะมีอยู่สามอย่าง

 

หนึ่ง

ส่งเสียงบอกเตือนเพื่อนกอนโดเลียร์หรือคนขับเรือแบบอื่นๆ

ว่าเรากำลังมานะ อย่าเพิ่งรีบมาเดี๋ยวจะชนกัน

 

สอง

ทักทาย กอนโดเลียร์คนอื่นๆ ถามถึงกิจการรายได้วันนี้ ว่าเป็นไงบ้าง

สาม

เรียกให้เราดู สถานที่สำคัญที่เราไม่ได้รู้จักมาก่อน

 

ตอนที่เราสอบถามว่า

เรือกอนโดลาจะพาเราไปทางไหนบ้าง

คนเชียร์แขกพูดอะไรสักอย่างว่า Marco (มาร์โค) 

เราก็นึกว่าจะไป San Marco

ที่อาจจะไปลอดใต้สะพาน Bridge of Sigh

ที่คนชอบนั่งไปลอดใต้สะพานที่เป็นทางที่ส่งนักโทษไปคุก

นักโทษจึงถอนหายใจแบบปลงๆที่จะได้เห็นเมืองเวนิสเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อลอดใต้สะพานนี้

บางตำนานก็เล่าว่า

ถ้าคู่รักจูบกันใต้สะพานนี้

ก็จะครองรักกันตลอดไป

และเสียงถอนหายใจมาจากภาพวิวเมืองเวนิสที่สวยจนเกือบลืมหายใจ

 

นอกเหนือจาก Marco

เราก็เหมือนจะได้ยินว่ามี Polo (โปโล) อะไรนี่ล่ะ

แต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจกันมากนักกับสถานที่ที่กอนโดเลียร์จะพายเราไป

เพราะเมืองเวนิสแต่ละมุมก็จะมีวิวที่แตกต่างกันไป

แต่ทิศทางที่เขาพายเราไปดูไม่น่าจะใช่ San Marco

(เราหลงกันในเมืองเวนิสนี้มากพอจะเริ่มบอกทิศได้บ้างละ)

และแล้วก็ถึงบางอ้อ

เมื่อกอนโดเลียร์ผู้เงียบขรึมของเราชี้ให้ดูบ้านธรรมดาๆริมคลองหลังหนึ่งแล้วบอกว่า

นี่คือ บ้านของ มาร์โค โปโล (Marco Polo)

และนี่ก็คือ

อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่มีกล่าวถึงในไกด์บุ๊ค

 

ถ้าจะมีอะไรที่ใกล้เคียงก็คงเป็น Marco Polo Airport ที่เป็นสนามบินหลักของเมืองเวนิส

 

จริงๆแล้วใครจะไปคาดคิดว่า

นักเดินทางชาวเวนิสที่เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี

และใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศถึง 27 ปีในการเดินทางไปจนถึงตะวันออกไกล

จะมีบ้านอยู่ที่เมืองนี้ด้วย

(หลังจากที่เขาหายตัวไปถึง 27 ปีและกลับมาพร้อมกับลุงและพ่อของเขาในเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น

จึงแทบไม่มีใครจำเขาได้ในตอนแรก)

บ้านหลังนี้

พ่อของเขาได้ซื้อไว้หลังจากที่ได้กลับมาจากการเดินทางอันยาวนานของพวกเขา

และปัจจุบันน่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลไปแล้ว

มีเพียงแค่ป้ายเล็กๆที่บอกเป็นภาษาอิตาเลียนว่า

นี่คือบ้านของ มาร์โค โปโล

และไม่ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด

นี่ก็อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวที่มาร์โค โปโลได้เล่าให้คนอื่นฟังเกี่ยวกับการเดินทางของเขา

และเมืองที่เขาไปมาตั้งแต่ตะวันออกกลางไกลไปจนถึงเมืองจีนของมหาบุรุษกุบไลข่าน

ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อมากนัก

เรื่องราวการเดินทางของมาร์โค โปโลที่เราได้ยินหรือได้อ่านนั้น

ก็ได้มาจากเพื่อนร่วมห้องขังของเขาเมื่อเขาถูกจองจำอยู่ในคุกของเจนัวในประเทศอิตาลี

เมื่อครั้งที่เขาพ่ายแพ้ในสงครามระหว่างเวนิสกับเจนัว

 

บันทึกการเดินทางของเขา

ได้ถูกนำมาเผยแพร่สู่สาธารณชนในหนังสือที่ชื่อว่า

การเดินทางของมาร์โค โปโล (The Travels of Marco Polo)

ซึ่งเป็นตัวจุดประกายการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

ในการเดินทางไปยังเมืองจีนและอินเดีย

ที่ทำให้เขาค้นพบทวีปใหม่โดยบังเอิญในเวลาต่อมา

 

มาร์โค โปโลใช้ชีวิตที่เหลืออย่างเรียบง่ายในบ้านหลังนี้

และไม่ได้เล่าเรื่องของการเดินทางของเขามากนัก

โดยคำกล่าวสุดท้ายก่อนเขาสิ้นใจก็คือ

“ข้ายังเล่าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ข้าเห็น

(เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าเล่า)”

 

หลังจากที่เขาจากไป

(ในบ้านที่เราเพิ่งล่องเรือผ่านมา)

ความเจริญก็เข้ามาอย่างมากมาย

จากเส้นทางการค้าทางบกและทะเลกับดินแดนตะวันออกที่เขาสร้างขึ้น

รวมไปถึงเราที่ถูกพามายังศูนย์กลางการค้าในอดีตแห่งนี้ด้วย

 

ขอบคุณนะครับคุณมาร์โค โปโล

ที่ทำให้ผมรู้จักเวนิส

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://goo.gl/NEh2jA

Comment

Comment:

Tweet